ขบวนการไซออนิสต์ การก่อการร้ายซ่อนรูป (ตอนที่ 2) | ข้ออ้าง กับ ข้อเท็จจริง

ข้ออ้าง กับ ข้อเท็จจริง

         ชาวยิวเคยอยู่อาศัยในดินแดนปาเลสไตน์มาแล้วในอดีต ตั้งแต่ครั้งที่ศาสดาโมเสส (นบีมูซา อลัยฮิสสลาม) นำพวกเขาหลบหนีภัยจากฟาโรห์ของอียิปต์เข้าสู่ดินแดนปาเลสไตน์ ซึ่งเป็นที่อยู่อาศัยของชาวฟิลิสตีน (ปาเลสไตน์) คานาอัน (กันอาน) อันเป็นเผ่าพันธุ์หนึ่งของชาวอาหรับและเผ่าอื่น ๆ อีกหลายเผ่ามาแต่เดิม แม้จะมีแผ่นดินอาศัยอย่างมั่นคงแล้ว และพระผู้เป็นเจ้าได้ทรงเมตตาส่งศาสนทูตมาชี้ทางสว่างให้เป็นระยะ ๆ แต่ชาวยิวก็มักกบฏต่อศาสนทูตเหล่านั้น ศาสนทูตหลายคนถูกพวกเขาฆ่าเสียเอง เช่น ศาสดาซะกะรียา ศาสดายะห์ยา เป็นต้น มิใช่ด้วยเหตุผลอื่นใด แต่เพราะความลุ่มหลงในชีวิตโลก ซึ่งดูเหมือนชาวยิวจะมีมากกว่าชนกลุ่มอื่นเสมอ ความลุ่มหลงในโลกทำให้ชาวยิวไม่สามารถปฏิบัติภารกิจตามที่ได้รับมอบหมายจากอัลลอฮ์พระผู้เป็นเจ้าให้สำเร็จลุล่วงไปได้ ภารกิจดังกล่าวก็คือการผลักดันผู้คนที่มีพฤติกรรมต่ำช้า สามานย์ออกไปจากดินแดนปาเลสไตน์ แต่แล้ว นอกเหนือจากจะไม่ปฏิบัติภารกิจดังกล่าวแล้ว ชาวยิวยังปล่อยให้วิถีชีวิตของคนเหล่านั้นเข้า

         มาครอบงำตนเอง จนต้องสลายอัตลักษณ์ของการบูชาพระเจ้าองค์เดียวกลายเป็นพวกบูชาเจว็ดไปด้วย ผลที่ตามมาก็คือพวกเขากระทำการอันขัดต่อศีลธรรมจรรยาต่าง ๆ มากมาย ทั้งในเชิงเศรษฐกิจและสังคม ในเชิงเศรษฐกิจ ชาวยิวมีความถนัดทางการค้าพาณิชย์ พวกเขามักทำตัวเป็นพ่อค้าคนกลางซึ่งสามารถทำรายได้อย่างเป็นกอบเป็นกำ ผ่านการเอารัดเอาเปรียบผู้อื่น เช่น ระบบดอกเบี้ยและกลโกงต่าง ๆ ในด้านสังคม ความเสื่อมทรามเกิดขึ้น จนแม้คนในครอบครัวเดียวกันที่เป็นพี่น้องร่วมสายโลหิตก็สมสู่กันเอง ซึ่งคัมภีร์ใบเบิ้ลได้บันทึกความเลวทรามนี้เอาไว้มากมาย

          ความชั่วร้ายที่แผ่ขยายไปโดยไม่มีคนคิดยับยั้งเป็นเหตุให้องค์พระผู้เป็นเจ้าทรงส่งคนเข้ามาทำลายอาณาจักรของชาวยิวเสียราบเรียบ ครั้งแรกโดยกษัตริย์ เนบูคัดเนสซาร์แห่งบาบิโลน ราว 598 ปี ก่อนคริสตกาล ซึ่งเป็นการทำลายล้างชีวิตชาวยิวแทบหมดสิ้นแผ่นดิน ที่เหลือยู่ประมาณ 70,000 คน ก็ถูกกวาดต้อนไปเป็นเชลยในอาณาจักรบาบิโลน

         ภายหลังความตกต่ำนี้ ชาวยิวได้มีโอกาสสร้างตนเองตามคำบัญชาขององค์พระผู้เป็นเจ้าอีกหลายครั้ง แต่เมื่อปฏิรูปตนเองได้บางส่วนแล้วก็มักกลับเข้าสู่รูปรอยเดิมอีก จึงถูกลงโทษโดยการทำลายล้างอยู่หลายครั้ง เช่นกัน ทั้งโดยผ่านน้ำมือของเปอร์เซีย กรีก และโรมัน ภายใต้การปกครองของมหาอำนาจเหล่านี้ ชาวยิวกลายเป็นกลุ่มชนที่กระจัดพลัดพราย ไร้แผ่นดิน และสิ้นศักดิ์ศรีของตนเองอย่างสิ้นเชิง

          อย่างไรก็ตามในช่วงที่อยู่ภายใต้การปกครองของกรีก ชาวยิวได้ต่อสู้กับอำนาจของกรีกที่พยายามทำลายศาสนาของพวกเขาจนได้รับชัยชนะและสร้างรัฐของตนเองขึ้นมาได้อีกครั้งหนึ่ง โดยการนำของแมคคาบี แต่อาณาจักรนี้ก็ดำรงอยู่ได้ไม่นานนัก ประวัติศาสตร์ได้กลับมาซ้ำรอยอีกครั้ง คราวนี้แม่ทัพปอมเปอีย์ของโรมันเข้ายึดและทำลายกรุงเยรูซาเล็มเสียจนพินาศยับเยิน ราว 63 ปี ก่อนคริสตกาล เมื่ออยู่ภายใต้การปกครองของอาณาจักรโรมัน พระผู้เป็นเจ้าได้ส่งทั้งนบียะห์ยา(ยอห์น) และนบีอีซา(เยซู) มาโปรดชาวยิว แต่ทั้งสองคนกลับถูกต่อต้านจากชาวยิวส่วนใหญ่ที่หลงใหลในการบูชาวัตถุและความเสเพลตามแบบฉบับของพวกโรมัน ยิวชื่อ เฮโรด แอนติพาส ซึ่งปกครองดูแลชาวยิวในนามของกษัตริย์โรมัน เป็นผู้สั่งตัดศีรษะของนบียะห์ยา ตามคำขอของนางรำคนหนึ่ง และในราวปี ค.ศ.41 นบีอีซา ผู้ซึ่งอัลลอฮ์ทรงส่งมาเพื่อช่วยเหลือชาวยิว กลับถูกชาวยิวที่ใกล้ชิดศูนย์กลางอำนาจโรมัน ยืมมือผู้ปกครองโรมัน ชื่อ พอนติอุส ไพเลท (นักเขียนบางคนใช้ว่า “ปิลาต” ) ให้ทำการประหารท่านนบี มีคนเพียงไม่กี่คนที่ร้องไห้กับความเลวทรามครั้งนั้น เมื่อพอนติอุส ไพเลท ถามยิวที่อยู่รอบ ๆ ลานประหารว่าระหว่างนบีกับหัวขโมยชื่อบารับบัส เขาควรจะปล่อยใคร ชาวยิวเหล่านั้นร้องบอกว่าควรปล่อยบารับบัส ....

          หลังจากนั้นแล้วชาวยิวก็ไม่ได้อยู่อย่างเป็นสุขอีกเลย พวกเขาถูกโรมันฆ่าฟัน อย่างทารุณ โดยแม่ทัพตีตุสนั้นได้สังหารชาวยิวไปประมาณ 133,000 คน ที่เหลืออีกประมาณ 67,000 คน ถูกจับเป็นทาสและถูกล้างผลาญอย่างเหี้ยมเกรียม ไม่ว่าจะเป็นการโยนเข้ากองเพลิงทั้งที่มีชีวิต ผลักให้ตกกำแพง หน้าผา เป็นเหยื่อให้สัตว์ร้ายกัดฉีกในเวทีการต่อสู้ระหว่างคนกับสัตว์ เป็นเป้าซ้อมดาบของพวกนักรบโรมัน รวมทั้งตรึงกางเขนให้ตายด้วยความทรมานอย่างช้า ๆ ไม่ต่างไปจากที่พวกเขาเคยพยายามทำกับนบีอีซามาก่อน นับเป็นความสิ้นชาติสิ้นแผ่นดินครั้งใหญ่สุดครั้งที่สองของชาวยิวดัง อัลกุรอาน ระบุว่า

“แม้นหากพวกเจ้าทำดี ก็เป็นการทำดีต่อตนเอง หากพวกเจ้าทำชั่วก็จะประสบกับผลของมันด้วยตนเองเช่นกัน เมื่อคำสัญญาครั้งที่สองมาถึง (เราให้ศัตรูของพวกเจ้า) เข้ามาฉีกหน้าพวกเจ้าจนย่อยยับ พวกเขาจะเข้าไปในมัสยิดดุจเดียวกับที่ศัตรูเมื่อครั้งแรกเคยเข้าไป และจะทำลายล้างทุกสิ่งทุกอย่างที่พวกเขายึดครองได้”